ระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทย

ระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทย

ในอดีตการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเลประเทศไทย จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ และจะปรับสภาพชายฝั่งให้เข้าอยู่ในภาวะสมดุลอยู่ตลอดเวลาที่เรียกว่าสมดุลแบบพลวัต (Dynamic equilibrium) ตามรอบฤดูกาล ซึ่งเป็นความสมดุลบนความเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ แต่ในในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาชายฝั่งทะเลประเทศไทยเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง ทั้งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน การขาดตะกอนสะสมตัวเพราะสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ไปขวางกั้นทางน้ำโดยมนุษย์ เช่น สะพาน ถนน แนวกันคลื่น การขุดทรายก่อสร้างตามแนวหาดส่งผลกระทบให้ตะกอนลดลง และไม่สามารถไปชดเชยตะกอนที่อยู่บริเวณชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะได้เพียงพอเมื่อถึงฤดูมรสุมหรือมีคลื่นลมมากระทบชายฝั่งจึงพัดพาตะกอนออกไปจากชายฝั่ง จึงทำให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆ อย่างมากมายทั้งด้านระบบนิเวศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม (กายภาพและชีวภาพ)

ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการติดตามการเปลี่ยนตามแนวชายฝั่งทะเลประเทศไทย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้มีการประยุกต์ใช้ความรู้และความสามารถทางด้านแผนที่ดาวเทียม การวิเคราะห์เส้นชายฝั่ง (Spatial & None-spatial Data) ข้อมูลเรดาร์ชายฝั่ง โมเดลทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) และการโปรแกรมมิ่งเชิงตัวเลข (Numerical Modelling & numerical analysis) เพื่อเข้ามามีบทบาทในการคาดการณ์ในด้านการเปลี่ยนแปลงของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ โดยการศึกษาและจัดทำสร้างแบบจำลองการกัดเซาะเพื่อการติดตามเปลี่ยนแปลง จัดเก็บสถิติข้อมูลเชิงพื้นที่รวมถึงการจัดทำระบบฐานข้อมูลและพัฒนาระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางในการติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายฝั่งในภาพรวม โดยเฉพาะการกัดเซาะชายฝั่งทะเลประเทศไทยในหลายพื้นที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ตามลักษณะพื้นฐานต่างๆ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาจากลักษณะทางอุทกศาสตร์ ธรณีสัณฐานชายฝั่ง (Coastal geomorphology) เป็นลักษณะรูปร่างของพื้นที่ชายฝั่งในแต่ละพื้นที่ การลงสำรวจเก็บข้อมูลและรวมถึงการประเมินค่า CVI (ดัชนีความอ่อนไหวชายฝั่ง – Coastal Vulnerability Index) ที่มีทำให้มีผลกระทบทั้งทางด้านเศษฐกิจและสังคม

หลักเกณฑ์การจัดทำเส้นเฝ้าระวังชายฝั่ง (Coastal Monitoring Line)

          พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 กำหนดให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเสนอรายงานสถานการณ์ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและการกัดเซาะชายฝั่งต่อคณะรัฐมนตรี อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ดังนั้นกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำเส้นเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล เพื่อใช้เป็นเส้นฐานที่ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง โดยได้ใช้แนวน้ำทะเลขึ้นสูงสุดตามปกติธรรมชาติ แนวไม้พุ่ม/ไม้ยืนต้นตามแนวชายหาด หรือแนวโครงสร้างทางวิศวกรรมได้แก่ กำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาด (Seawall) หรือเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล (Revetment) เป็นเกณฑ์ในการกำหนดแนวเส้นระวังการกัดเซาะชายฝั่ง โดยหลักเกณฑ์ และขั้นตอนในการจัดทำเส้นเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล มีรายละเอียด ดังนี้         

1. หลักเกณฑ์/ขั้นตอน และกระบวนการ

กระบวนการและขั้นตอนในการวิเคราะห์เส้นเฝ้าระวังชายฝั่ง สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ทำการแปลตีความเส้นเฝ้าระวังชายฝั่งด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียมรายละเอียดภาพ 2 เมตร ร่วมกับการสำรวจข้อมูลภาคสนามเพื่อตรวจสอบความถูกต้องโดยกรมทรัพยากรทางทะเลชายฝั่ง ซึ่งมีเกณฑ์การจัดทำเส้นเฝ้าระวังชายฝั่งด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียมดังนี้

1) การแปลภาพถ่ายจากดาวเทียม เพื่อกำหนดแนวเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง ได้กำหนดเกณฑ์ในการพิจารณา โดยลำดับแรกจะพิจารณาจากสภาพทางธรรมชาติเป็นลำดับแรก ในกรณีที่สภาพทางธรรมชาติถูกทำลาย จึงใช้แนวโครงสร้างตามแนวชายฝั่งเป็นตัวกำหนดแนวเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1.1 ประเภทหาดทราย  ใช้แนวสันหาดที่แสดงถึงจุดสูงสุดที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเล        ในรอบปี และใช้แนวสิ้นสุดของพืชพรรณตามชายหาดที่แสดงถึงจุดสูงสุดที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลในรอบปี โดยการเส้นเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล จะลากเส้นตรงจุดกลางเรือนยอดของต้นไม้หรือแนวกลางพุ่ม     ของไม้พุ่ม

ลำแก่น พังงา

แนวสันหาด

แนวพืชพันธุ์

1.2 ประเภทหาดโคลน กรณีของพื้นที่ป่าชายเลนใช้แนวนอกสุดของป่าชายเลนในการกำหนดเส้นแนวชายฝั่งทะเล

ปากแพรก ชุมพร แนวป่าเลน ก่อน

ปากแพรก ชุมพร แนวป่าเลน+เส้น

แนวขอบนอกป่าชายเลน

1.3 กรณีที่ชายฝั่งมีโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งริมชายฝั่งทะเล ได้แก่ เขื่อนป้องกันริมชายฝั่ง (Revetment) และกำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาด (Seawall) ให้ถือแนวโครงสร้างเป็นเส้นแนวเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ถ้าโครงสร้างใดไม่อยู่ริมชายฝั่งหรือเป็นลักษณะตั้งตรงออกจากชายฝั่ง เช่น รอดักทราย เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง ไม่ถือแนวโครงสร้างนั้นเป็นเส้นแนวเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง

เกาะคอเขา โครงสร้าง ก่อน

แนวโครงสร้างริมหาด

1.4 ประเภทหาดหิน/หน้าผา

กรณีที่ 1. บริเวณที่เป็นหาดหินให้ใช้แนวน้ำขึ้นสูงสุดเป็นเกณฑ์ในการเฝ้าระวัง

กรณีที่ 2. หน้าผาแบบลาดเอียงและแบบตั้งตรงให้ใช้แนวน้ำขึ้นสูงสุดเป็นเกณฑ์ในการเฝ้าระวัง โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามพิจารณาร่วมกัน

1.5 หลักเกณฑ์เฉพาะกรณี

เนื่องจากชายฝั่งทะเลมีลักษณะทางกายภาพ และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชายฝั่งในหลากหลายรูปแบบดังนั้นการกำหนดเส้นเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง  จึงต้องพิจารณาแล้วแต่ละกรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 บริเวณปากแม่น้ำ

กรณีที่ 1.1 ปากคลองหรือแม่น้ำขนาดใหญ่ การกำหนดเส้นบริเวณปากแม่น้ำ ใช้จุดหักมุมจุดแรกโดยใช้มุมมองจากทะเลเข้าหาฝั่งซึ่งเลือกจุดหักมุมที่สั้นหรือแคบที่สุดเมื่อลากเส้นตั้งฉากกับอีกฝั่ง ซึ่งจุดที่ได้จากมุมตั้งฉากของอีกฝั่งจะตรงกับจุดไหนให้ถือว่าจุดนั้นคือปากแม่น้ำของอีกฝั่ง

หงาว ปากแม่น้ำ ก่อน

มุมหักตามอิทธิพลของกระแสน้ำ

 

กรณีที่ 1.2 ปากคลองที่มีเกาะขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง ใช้จุดหักมุมจุดแรกโดยใช้มุมมองจากทะเลเข้าหาฝั่งซึ่งเลือกจุดหักมุมที่สั้นหรือแคบที่สุดเมื่อลากเส้นตั้งฉากกับอีกฝั่ง โดยลากเส้นตั้งฉากจากมุมที่เลือกไปยังเกาะกลางแม่น้ำ แล้วลากตามแนวสันหาด หรือแนวพืชพรรณตามแนวชายฝั่งของเกาะ จนถึงจุดหักมุมแล้วลากเส้นตั้งฉากไปอีกฝั่งของปากแม่น้ำซึ่งจุดที่ได้จากมุมตั้งฉากของอีกฝั่งจะตรงกับจุดไหนให้ถือว่าจุดนั้นคือปากแม่น้ำของอีกฝั่ง

เกาะคอเขา ปากแม่น้ำมีเกาะ ก่อน

เกาะคอเขา ปากแม่น้ำมีเกาะ+เส้น

ปากคลองที่มีเกาะขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง

กรณีที่ 1.3 บริเวณปากแม่น้ำที่มีสันทรายเป็นแนวสูงและถาวร ใช้จุดหักมุมจุดแรกของแนวสันทราย โดยใช้มุมมองจากทะเลเข้าหาฝั่งซึ่งเลือกจุดหักมุมที่สั้นหรือแคบที่สุดเมื่อลากเส้นตั้งฉากกับอีกฝั่ง ซึ่งจุดที่ได้จากมุมตั้งฉากของอีกฝั่งจะตรงกับจุดไหนให้ถือว่าจุดนั้นคือปากแม่น้ำของอีกฝั่งหนึ่ง

ละแม สุราษ ปากแม่น้ำ 1 ก่อน

ละแม สุราษ ปากแม่น้ำ 1+เส้น

ปากแม่น้ำที่มีสันทรายถาวร

 

กรณีที่ 1.4 ปากแม่น้ำที่มีเขื่อนกันคลื่นปากร่องน้ำ ใช้จุดหักมุมจุดแรกของแนวสันทรายหรือแนวต้นไม้บริเวณชายฝั่ง โดยใช้มุมมองจากทะเลเข้าหาฝั่งซึ่งเลือกจุดหักมุมที่สั้นหรือแคบที่สุดเมื่อลากเส้นตั้งฉากกับอีกฝั่ง ซึ่งจุดที่ได้จากมุมตั้งฉากของอีกฝั่งจะตรงกับจุดไหนให้ถือว่าจุดนั้นคือปากแม่น้ำของอีกฝั่งหนึ่ง

แกลง ระยอง เขื่อนปากร่องน้ำ ก่อน

แกลง ระยอง เขื่อนปากร่องน้ำ+เส้น

ปากแม่น้ำที่มีเขื่อนกันคลื่นปากร่องน้ำ

กรณีที่ 2 ป่าชายเลน

กรณีที่ไม้ป่าชายเลนมีลักษณะกระจายตัวใช้การแปลจากภาพถ่ายดาวเทียม ถ้ามีแนวป่าปรากฏในภาพซึ่งจะมีความหนาแน่นหรือกระจายตัวให้ใช้แนวนอกสุดของพืชป่าชายเลน แต่ในกรณีเป็นไม้เบิกนำแค่ต้นเดียวจะไม่ใช้

ช้างข้าม จันทบุรี ป่ากระจายตัว ก่อน

ช้างข้าม จันทบุรี ป่ากระจายตัว+เส้น

ป่าชายเลน

          กรณีที่ 3 บริเวณพื้นที่ที่มีโครงสร้าง

กรณีที่ 3.1 บริเวณที่สภาพธรรมชาติถูกทำลายโดย โครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งริมชายฝั่ง ได้แก่ เขื่อนป้องกันคลื่นริมชายฝั่ง (Revetment) กำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาด (Seawall) หรือถนนริมชายหาด ให้ถือแนวโครงสร้างบนแนวที่น้ำขึ้นสูงสุดเป็นเส้นแนวเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ถ้าโครงสร้างใดไม่อยู่ชิดริมชายฝั่งหรือเป็นลักษณะตั้งตรงออกจากชายฝั่ง เช่น รอดักทราย เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง ท่าเรือขนาดเล็ก ไม่ถือแนวโครงสร้างนั้นเป็นเส้นเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง

1จันทบุรี หินทิ้ง ก่อน

1จันทบุรี หินทิ้ง+เส้น

ถนนริมชายฝั่ง

ละแม สุราษ ถนน ก่อน

ละแม สุราษ ถนน+เส้น

เขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง

กรณีที่ 3.2 สะพานข้ามเกาะ การกำหนดเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง ใช้จุดหักมุมจุดแรกของแนวสันทรายหรือแนวต้นไม้โดยใช้มุมมองจากทะเลเข้าหาฝั่งซึ่งเลือกจุดหักมุมที่สั้นหรือแคบที่สุดเมื่อลากเส้นตั้งฉากกับอีกฝั่ง โดยลากเส้นข้ามสะพานไปยังแนวพืชพรรณหรือแนวโครงสร้างริมชายฝั่งของอีกฝั่ง

1ภูเก็ต สะพาน ก่อน

1ภูเก็ต สะพาน+เส้น

สะพานข้ามเกาะ

 

 

กรณีที่ 3.3 กรณีที่มีเขื่อนกันคลื่นปากร่องน้ำ (Jetty) รอดักทราย (Groyne) ลักษณะของพื้นที่มีลักษณะเว้าเป็นอ่าว มีโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะคือรอดักทรายรูปตัววาย และเขื่อนกันคลื่นนอก ให้ใช้แนวน้ำขึ้นสูงสุดตามธรรมชาติ แนวสันทราย หรือแนวไม้พุ่มตามแนวชายหาด เป็นตัวกำหนดเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง

1หาดแสงจันทร์ ก่อน

1หาดแสงจันทร์+เส้น

โครงสร้างหาดแสงจันทร์

กรณีที่ 3.4 ลักษณะจุดชมวิวบ้านแหลม ลักษณะของพื้นที่มีโครงสร้างเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง และเกิดป่าชายเลนขึ้นด้านหลังโครงสร้าง โดยบริเวณที่เกิดป่าชายเลนงอกจนติดชายฝั่งใช้ขอบเขตตามการพิจารณาป่าชายเลน

1จุดชมวิวแหลมผักเบี้ย ก่อน

1จุดชมวิวแหลมผักเบี้ย+เส้น

จุดชมวิวบ้านแหลม

กรณีที่ 4 บริเวณพื้นที่ที่โครงสร้างรุกล้ำแนวชายฝั่ง

กรณีที่มีอาคารของท่าเรือ อาคารหรือบ้านเรือนรุกล้ำแนวชายฝั่ง การกำหนดเส้นเฝ้าระวังชายฝั่งให้ใช้ขอบโครงสร้างด้านในที่มองเห็นเป็นแนวชัดเจน ( ในรายละเอียดภาพ 2 เมตร ) ซึ่งแนวที่อยู่นอกชายฝั่งออกมาถ้ามีลักษณะยาวคล้ายรอดักทราย หรือท่าเรือขนาดเล็กจะไม่ถือแนวโครงสร้างนั้นเป็นเส้นแนวเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง

พื้นที่รุกล้ำแนวชายฝั่ง

 

กรณีที่ 5 บ่อปลา นากุ้ง

ในกรณีของบ่อปลา นากุ้ง ที่มีแนวขอบบ่อที่แท้อยู่ให้ใช้ขอบบ่อเป็นแนวเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ถ้าในกรณีขอบบ่อแตกชำรุดใช้ขอบเขตตามด้านในที่บ่อแตกทะลุเข้าไปเป็นเส้นแนวเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง

ขนาบนาค นากุ้ง ก่อน

1ขนาบนาค นากุ้ง+เส้น

บ่อปลา/นากุ้ง (หาดทราย)

 

แหลมงอบ นากุ้ง ก่อน

แหลมงอบ นากุ้ง+เส้น

บ่อปลา/นากุ้ง (หาดโคลน)

 

                   6. กรณีอื่นๆ ในกรณีที่พบลักษณะพื้นที่นอกเหนือจาก 6 กลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น ให้อยู่ในดุลยพินิจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในการตัดสินใจกำหนดเส้นเฝ้าระวังการกัดเซาะชายฝั่ง

2) การสำรวจข้อมูลภาคสนามตามแนวชายฝั่ง เพื่อเก็บจุดพิกัดตำแหน่งเส้นแนวชายฝั่งทะเลโดยการใช้การรังวัดด้วยระบบเครือข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK) เพื่อนำมาวิเคราะห์สอบเทียบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากการแปลภาพถ่ายทางดาวเทียม

IMG-7056

การรังวัดระบบเครือข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK)

 

คลัสเตอร์เน็ตเวิร์ค

การใช้งาน